วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

ข้าวควบ-ขนมพื้นบ้านล้านนาที่กำลังจะสูญหาย



ขนมของชาวล้านนาที่คู่กันกับข้าวแคบก็คือข้าวควบ ข้าวควบก็คือข้าวเกรียบว่าวของภาคกลางนั่นเอง วิธีการในการทำข้าวควบนั้นยุ่งยากพอสมควร และต้องใช้ผู้ที่ชำนาญมาทำ จึงจะได้ข้าว ควบที่มีคุณภาพดี เวลาภิงไฟแล้วจะได้ข้าวควบ ที่ขยายตัวเป็นแผ่นใหญ่สวย ข้าวแคบจะมีรสชาติเค็มปะแล่มๆ แต่ข้าว ควบนั้นจะมีรสชาติหวาน ผู้ใหญ่มักจะห้ามไม่ให้กินข้าวควบมากเกินไปเพราะจะทำให้เจ็บลิ้นได้
ส่วนผสม
๑. ข้าวเหนียวนึ่งสุก
๒. น้ำอ้อย
๓. น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช
๔. ไข่แดงต้มสุก
๕. น้ำข้าวหม่า (น้ำซาวข้าว)
อุปกรณ์
๑. ใบตองหรือแผ่นรองสำหรับดึงข้าวควบ
 
 ขั้นตอนการทำขนมข้าวควบ



 วิธีทำ แช่ข้าวเหนียวไว้หนึ่งคืนแล้วนำมานึ่งจนสุก จากนั้นตำข้าวเหนียวในครกมองหรือครกกระเดื่องจนข้าวนั้นเหนียวเป็นแป้ง ระหว่างที่ตำ ข้าวเหนียวนั้นจะต้องมีคนที่คอยคนข้าวไม่ให้ติดครก โดยจะชุบมือลงในน้ำข้าวหม่าแล้วลูบไปบนเนื้อข้าวที่กำลังตำและผิวขอบครก เพราะ จะทำให้ข้าวควบนั้นขึ้นฟูและไม่แตกร่วนเมื่อภิงไฟเสร็จแล้ว เมื่อตำข้าว เหนียว จนเริ่มเป็นเนื้อแป้ง ก็ใช้น้ำอ้อยแคว่น(น้ำอ้อยที่ยังเป็นน้ำ แต่ในปัจจุบัน ไม่มีขายแล้วก็จะนำน้ำอ้อยก้อนมาละลายน้ำก็ได้) ค่อยๆ เทผสมลงไป ทีละน้อยจนเป็นเนื้อเดียวกัน เนื้อข้าวควบที่ดีนั้นต้องขึ้นมันเงาไม่ติดครก ถือว่าใช้ได้ก็จะนำไปดึงหรือเรียกว่า “ชักข้าวควบ” ต่อไป
ขั้นตอนการชักข้าวควบเป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะจะส่งผลถึงการภิงไฟด้วย หากผู้ที่ชักข้าวควบเก่งเมื่อนำไปภิงไฟก็จะได้ข้าวควบที่ขยายตัวเป็นแผ่นใหญ่ได้หลายเท่า แต่หากผู้ที่ชักไม่ชำนาญนักก็จะทำให้ได้ข้าวควบที่ไม่ขยายตัวและมิหนำซ้ำยังจะแข็งเป็นจุดๆ ทานไม่อร่อย
การชักข้าวควบนั้น ผู้ที่ชักข้าวควบจะแบ่งแป้งออกมาเป็นก้อนเล็ก พอประมาณ แล้วคลึงไปบนแผ่นรองซึ่งอาจจะเป็นใบตองหรือถาดสังกะสี ก็ได้ โดยจะนำน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืชผสมกับไข่แดงต้มสุกมาทาแผ่นรองก่อนแล้วจึงเริ่มแผ่แป้งออกไปจนได้ขนาดที่ต้องการ โดยต้องระวัง ให้แผ่นข้าวควบนั้นมีความหนาสม่ำเสมอ ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องใช้เทคนิค ค่อนข้างมาก คนที่ชักข้าวควบได้เก่งจึงเป็นที่รู้จักและเล่าลือกันไปทั้งหมู่บ้าน
ปกติแล้วการชักข้าวควบ นั้นจะชักให้เป็นแผ่นกลม ขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีความหนา พอประมาณ เมื่อชักข้าวควบเสร็จ ก็จะนำไปวางบนแผ่นคาแล้วนำไปตากในร่มจนเริ่มแข็งตัว ห้ามตากแดด เพราะข้าวควบจะอ่อนนิ่มเหมือนขี้ผึ้ง เมื่อข้าวควบแข็งตัวได้ที่ก็เก็บซ้อนๆ กัน ห้ามเก็บใส่ถุงพลาสติกเพราะจะขึ้นราได้เพราะความชื้น
การภิงข้าวควบจะแตกต่างจากไปจากการภิงข้าวแคบ กล่าวคือจะต้อง ใช้ไม้ไผ่สานขัดแตะขนาดใหญ่พอที่จะวางพาดบนเตาไฟได้ โดยเตาไฟ นั้นอาจจะก่ออิฐสี่ด้าน สูงประมาณหนึ่งศอกแล้วก่อไฟข้างใน โดยจะต้องคุมความร้อนของถ่านให้ได้ความร้อนที่เหมาะสม เพราะถ้าหาก ไฟร้อนน้อยไปข้าวควบก็จะไม่ขยายตัวเท่าที่ควร และหากไฟแรง เกินไปก็จะทำให้ข้าวควบนั้นไหม้เสียก่อน
 
อ้างอิง :http://maingarm4.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์


ประวัติความเป็นมาของเครื่องคอมพิวเตอร์


            


          เครื่องคอมพิวเตอร์นับได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความสลับซับซ้อน ( Conplexity ) น่าอัศจรรย์ที่มีความสามารถยิ่ง ซึ่งนับวันจะสูงขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับอดีต คอมพิวเตอร์นับว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประวัติศาสตร์อันน่าศึกษา เริ่มจากเดิมมนุษย์ดำเนินชีวิตโดยไม่มีการบันทึก จนกระทั่งการพาณิชย์มีการพัฒนาขึ้น พ่อค้าชาวแบบีลอน (Babylonian) ได้มีการจดบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงบน clay tablets สำหรับการคำนวณ อุปกรณ์คำนวณในยุคแรกได้แก่ ลูกคิด ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีใช้อยู่


จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Blaise Pascal ได้สร้างเครื่องกลสำหรับการคำนวณชื่อ pascaline ในปี พ.ศ. 2215 Gottfried Von Leibniz นักคณิตศาสตร์ชาวเยอร์มันได้พัฒนา pascaline โดยสร้างเครื่องที่สามารถ บวก ลบ คูณ หาร และถอดรากได้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดทราบว่ามีความแม่นยำขนาดไหน ต่อมาในปี พ.ศ. 2336 นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ Chales Babbage ได้สร้างดิฟเฟอเรนซ์แอนจิน difference engine ที่มีฟังก์ชันทางตรีโกณมิติต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ และคิดว่าจะสร้างแอนะลีติคอลเอนจิน (analytical engine ) ที่มีหลักคล้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบัน จึงมีผู้ยกย่องว่าเป็นบิดาของคอมพิวเตอร์และเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2439 Herman Hollerith ได้คิดบัตรเจาะรูและเครื่องอ่านบัตร จนกระทั่วในปี พ.ศ. 2480 Howard Aiken สร้าง automatic calculating machine เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีทั้งทาง electrical และ mechanical เข้ากับบัตรเจาะรูของ Hollerith ด้วยความช่วยเหลือของนักศึกษาปริญญาและวิศวกรรมของ IBM สำเร็จในปี พ.ศ. 2487 โดยใช้ชื่อว่า MARK I การทำงานภายในตัวเครื่องถูกควบคุมอย่างอัตโนมัติด้วย electromagnetic relays และ arthmetic counters ซึ่งเป็น mechanical ดังนั้น MARK I จึงนับเป็น electromechanical computers และต่อมา Dr. John Vincent Atanasoff และ Clifford Berry ได้สร้างเครื่อง ABC ( Atanasoft-Berry Computer ) โดยใช้หลอดสูญญากาศ ( vacuum tubes) และในปี พ.ศ. 2483 Dr.John W. Mauchy และ J. Presper Eckert Jr. พัฒนาเพิ่มเติมบนหลักการออกแบบพื้นฐานของ Dr. Atanasoff เพื่อสร้าง electronic computer เครื่องแรกชื่อ ENIAC แต่ยังไม่เป็นคอมพิวเตอร์ชนิดเก็บโปรแกรมได้ ( stored program ) จึงได้รับการพัฒนาเป็นเครื่อง EDVAC ซึ่งอาศัยหลักการ stored program สมบูรณ์และได้มีการพัฒนาเป็นเครื่อง EDSAC และพัฒนาเป็นเครื่อง UNIVAC ( Universal Automatic Computer ) ในที่สุด
ถ้าจะจำแนกยุคของคอมพิวเตอร์ ( Computer generations ) โดยแบ่งตามเทคโนโลยีของตัวเครื่องกับเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลแล้วก็จะพอจะพิจารณาได้คือ
               เป็นการประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มิใช่เครื่องคำนวณ  โดยเมาช์ลีและเอ็กเคอร์ต  (Mauchly  and  Eckert)  ได้นำแนวความคิดนั้นมาประดิษฐ์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมาก เครื่องหนึ่งเรียกว่า  ENIAC  (Electronic  Numericial  Integrator  and  Calculator)  ซึ่งต่อมาได้ทำการปรับปรุงการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพดี ยิ่งขึ้น  และได้ประดิษฐ์เครื่อง  UNIVAC  (Universal  Automatic  Computer)  ขึ้นเพื่อใช้ในการสำรวจสำมะโนประชากรประจำปี  จึงนับได้ว่า  UNIVAC  เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่ถูกใช้งานในเชิงธุรกิจ  ซึ่งนับเป็นการเริ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคแรกอย่างแท้จริง  เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้หลอดสุญญากาศในการควบคุมการทำงานของเครื่อง  ซึ่งทำงานได้อย่างรวดเร็ว  แต่มีขนาดใหญ่มากและราคาแพง  ยุคแรกของคอมพิวเตอร์สิ้นสุดเมื่อมีผู้ประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์มาใช้แทนหลอดสูญ ญากาศ
ภาพที่  4 
               ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่  1  คือ  ใช้อุปกรณ์หลอดสุญญากาศ  (Vacuum  Tube)  เป็นส่วนประกอบหลัก  ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่  ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และเกิดความร้อนสูง  ทำงานด้วยภาษาเครื่อง  (Machine  Language)  เท่านั้น  เริ่มมีการพัฒนาภาษาสัญลักษณ์  (Assembly / Symbolic  Language)  ขึ้นใช้งาน


               มีการนำทรานซิสเตอร์มาใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์จึงทำให้เครื่องมีขนาดเล็กลง  และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ในยุคนี้ยังได้มีการคิดภาษาเพื่อใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์  เช่น  ภาษาฟอร์แทน  (FORTRAN)  จึงทำให้ง่ายต่อการเขียนโปรแกรมสำหรับใช้กับเครื่อง
ภาพที่  5 
               ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่  2  ใช้อุปกรณ์ทรานซิสเตอร์  (Transistor)  ซึ่งสร้างจากสารกึ่งตัวนำ  (Semi - Conductor)  เป็นอุปกรณ์หลักแทนหลอดสุญญากาศ  เนื่องจากทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียว  มีประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่าหลอดสุญญากาศได้นับร้อยหลอด  ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดเล็ก  ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย  ความร้อนต่ำ  ทำงานเร็ว  และได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น  เก็บข้อมูลได้โดยใช้ส่วนความจำวงแหวนแม่เหล็ก  (Magnetic  Core)  มีความเร็วในการประมวลผลในหนึ่งคำสั่ง  ประมาณหนึ่งในพันของวินาที  (Millisecond  :  mS)  สั่งงานได้สะดวกมากขึ้น  เนื่องจากทำงานด้วยภาษาสัญลักษณ์  (Assembly  Language)  เริ่มพัฒนาภาษาระดับสูง  (High  Level  Language)  ขึ้นใช้งานในยุคนี้


               คอมพิวเตอร์ในยุคนี้เริ่มต้นภายหลังจากการใช้ทรานซิสเตอร์ได้เพียง  5  ปี  เนื่องจากได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับวงจรรวม  (Integrated - Circuit)  หรือเรียกกันย่อๆ  ว่า  "ไอซี"  (IC)  ซึ่งไอซีนี้ทำให้ส่วนประกอบและวงจรต่างๆ  สามารถวางลงได้บนแผ่นชิป  (chip)  เล็กๆ  เพียงแผ่นเดียว  จึงมีการนำเอาแผ่นชิปมาใช้แทนทรานซิสเตอร์ทำให้ประหยัดเนื้อที่ได้มาก
ภาพที่  6 
               นอกจากนี้ยังเริ่มมีการใช้งานระบบจัดการฐานข้อมูล  (Data  Base  Management  Systems  :  DBMS)  และมีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้หลายๆ  งานในเวลาเดียวกัน  และมีระบบที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับเครื่องได้หลายๆ  คน  พร้อมๆ  กัน  (Time  Sharing)
               ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่  3  คือใช้อุปกรณ์วงจรรวม  (Integrated  Circuit  :  IC)  หรือ  ไอซีและวงจรรวมสเกลขนาดใหญ่  (Large  Scale  Integration  :  LSI)  เป็นอุปกรณ์หลัก  ความเร็วในการประมวลผลในหนึ่งคำสั่งประมาณหนึ่งในล้านของวินาที  (Microsecond  :  mS)  (สูงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคที่  1  ประมาณ  1,000  เท่า)  ทำงานได้ด้วยภาษาระดับสูงทั่วไป


               เป็นยุคที่นำสารกึ่งตัวนำมาสร้างเป็นวงจรรวมความจุสูงมาก  (Very  Large  Scale  Integrated  :  VLSI)  ซึ่งสามารถย่อส่วนไอซีธรรมดาหลายๆ  วงจรเข้ามาในวงจรเดียวกัน  และมีการประดิษฐ์ไมโครโพรเซสเซอร์  (Microprocessor)  ขึ้น  ทำให้เครื่องมีขนาดเล็ก  ราคาถูกลง  และมีความสามารถในการทำงานสูงและรวดเร็วมาก  จึงทำให้มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล  (Personal  Computer)  ถือกำเนิดขึ้นมาในยุคนี้
ภาพที่  7 
               ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่  4  คือใช้อุปกรณ์วงจรรวมสเกลขนาดใหญ่  (Large  Scale  Integration  :  LSI)  และวงจรรวมสเกลขนาดใหญ่มาก  (Very  Large  Scale  Integration  :  VLSI)  เป็นอุปกรณ์หลัก  มีความเร็วในการประมวลผลแต่ละคำสั่งประมาณหนึ่งในพันล้านวินาที  (Nanosecond  :  nS)  และพัฒนาต่อมาจนมีความเร็วในการประมวลผลแต่ละคำสั่งประมาณหนึ่งในล้านล้าน ของวินาที  (Picosecond  :  pS)


               ในยุคนี้ได้มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์  และความสะดวกสบายในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน  มีการพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาขนาดเล็กขนาดเล็ก  (Portable  Computer)  ขึ้นใช้งานในยุคนี้  โครงการพัฒนาอุปกรณ์  VLSI  ให้ใช้งานง่าย  และมีความสามารถสูงขึ้น  รวมทั้งโครงการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์  (Artificial  Intelligence  :  AI)  เป็นหัวใจของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในยุคนี้  โดยหวังให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความรู้สามารถวิเคราะห์ปัญหาด้วยเหตุผล
จากอดีตถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้พัฒนามาอย่างรวดเร็วทำให้วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กล่าวได้ว่าโลกของวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้นมีการเคลื่อนไหวเสมอ ( dynamics) และไม่ค่อยยืดหยุ่น ( rigid ) มากนัก เช่น ถ้ามีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย บางครั้งอาจเป็นบ่อเกิดปัญหาที่ใหญ่โตมหาศาลได้ นอกจากนี้ยังนับได้ว่าเป็นโลกที่ควบคุมไม่ได้ หรือสามารถจัดการได้น้อย กล่าวคือ ทันทีที่ทำงานด้วยโปรแกรม เครื่องก็ปฏิบัติงานไปตามโปรแกรมด้วยตนเอง ขณะนั้นมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้
 
แหล่งที่มา : วิทยาการคอมพิวเตอร์เบื้องต้น โดย วรรณวิภา จำเริญดารารัศมี
                                              http://www.itdestination.com/resources/intro/history/

แผนการจัดการเรียนรู้ วิชา การใช้โปรแกรมสำเร็จ

แผนรายหน่วย
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง  โปรแกรมประมวลคำ
รหัส ง
21241 ชื่อรายวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1 ภาคเรียนที่ 1  เวลา  4 ชั่วโมง
ผู้สอนนาย พิชฌา หอมนาน

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการ    สืบค้นข้อมูล  การเรียนรู้ การสื่อสาร การแก้ปัญหา  การทำงานและอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล และมีคุณธรรม

สาระสำคัญ
                การเรียกใช้งานโปรแกรม Word

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
นักเรียนสามารถเข้าสู่โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดได้

สาระการเรียนรู้
                การเรียกใช้งานโปรแกรม Word และการสร้าง Shortcut เพื่อเข้าสู่โปรแกรม

กระบวนการจัดการเรียนรู้
                1. ครูถามนักเรียนว่า นักเรียนเขียนจดหมายเป็นหรือไม่ แล้วให้นักเรียนลองเขียน
                    ถึงเพื่อน 1 ฉบับแบบสั้น ๆ
                2. ครูรวบรวมจดหมายที่นักเรียนเขียนแล้วดูจดหมายแต่ละฉบับพร้อมกับบอก
                    นักเรียนว่า จดหมายของนักเรียนอ่านยากมาก เนื่องจากลายมือของแต่ละคน
                    อ่านยาก ครูจึงบอกว่าคอมพิวเตอร์ช่วยเราได้ เพื่อให้จดหมายของเราอ่านง่าย
                    ตัวหนังสือเป็นมาตรฐานเหมือนกับหนังสือที่เราใช้เรียนอยู่ในตอนนี้
                3. ครูแนะนำนักเรียนว่าคอมพิวเตอร์มีหลายโปรแกรมที่จะช่วยเราให้สามารถพิมพ์
                    จดหมายได้ แต่โปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ โปรแกรม Word
                    หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ซึ่งมีหลายรุ่น ตั้งแต่ Word 97
                    Word 2000 Word XP และ Word 2003 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดในปัจจุบัน
                4. โปรแกรม Word หรือเรียกเป็นโปรแกรมประมวลผลคำมีวิธีการเข้าโปรแกรมดังนี้
                5. ครูแจกใบความรู้เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word
สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
                1.  ใบความรู้ เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word
                2.  แบบฝึกหัด เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word
                3.  แบบสังเกตพฤติกรรม

การวัดผลประเมินผล
                1.  วิธีการวัด
                                1.1 สังเกตการ
                                1.1.1   การฟัง
                                1.1.2   การตอบคำถาม
                                1.2  ตรวจแบบฝึกหัด
                2.  เครื่องการวัดผลประเมินผล
แบบฝึกหัด เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word
-     แบบสังเกตพฤติกรรม
                3.  เกณฑ์การวัดผลประเมินผล
                ใช้การผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70  ขึ้นไป
กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………
บันทึกข้อเสนอแนะ ของผู้บริหารโรงเรียน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………

                                                                        ลงชื่อ  …………………………….
                                                                                             (……………….. ……….)
                                                                          ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา………….
                                                                                    ………../……………../……….

บันทึกผลหลังกระบวนการจัดการเรียนรู้
      ผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน (เก่ง ดี  มีสุข)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
      ปัญหา / อุปสรรค
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
      ข้อเสนอแนะ / แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………….

                                                              ลงชื่อ  ……………………………….…ผู้สอน
                                                                         (………………..  ……….)
                                                       ตำแหน่ง………………………………………………
                                                                         ………../…………./………….

ประวัติส่วนตัว

1.ประวัติส่วนตัว

ชื่อ                                                          นาย พิชฌา  หอมนาน      
ชื่อเล่น                                                   เบ
อายุ                                                         30 ปี
ปีเกิด                                                      24 ตุลาคม 2523
ที่อยู่                                                        29 หมู่ 6 ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ. พะเยา 56110
กรุ๊ปเลือด                                              O
ศาสนา                                                  พุทธ
น้ำหนัก                                                 60  กก.
ส่วนสูง                                                                  170 ซม.
สัญชาติ/เชื้อชาติ                                                 ไทย / ไทย
E-mail                                                  blooddybay@gmail.com

ประวัติการศึกษา

คุณวุฒิ
วิชาเอก
ปีที่สำเร็จ
การศึกษา
ชื่อสถานศึกษา
1.       มัธยมศึกษาตอนต้น
2.       มัธยมศึกษาตอนปลาย
3.       ปริญญาตรี (วท.บ.)


 
วิทย์ - คณิต
วิทยาการคอมพิวเตอร์
2535
2542
2550
โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงบาน
โรงเรียนเชียงคำวิทยาคม
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


ประวัติการทำงาน

วัน เดือน ปี
ตำแหน่ง
อัตราเงินเดือน
สถานที่ทำงาน

หมายเหตุ
3 ม.ค.  2550

1 เม.ย. 2551
2 พ.ย.  2552
Helpdesk support
TOT Contact center
IT Support, Engineer
ครูอัตราจ้าง
8,500

12,000
7,643
บ. ทีโอที จำกัด มหาชน

บ.ไทยหว่าง คอมมูนิเคชั่น จก.
รร.พญาลอวิทยาคม





การปฏิบัติงานในหน้าที่
    โรงเรียนพญาลอวิทยาคม   อำเภอ จุน  จังหวัดพะเยา  ได้มอบหมายภาระหน้าที่การปฏิบัติงาน
ในโรงเรียน  ดังนี้

การปฏิบัติงานในหน้าที่ปฏิบัติการสอน
ในภาคเรียนที่  1-2   ปีการศึกษา 2553 ได้รับมอบหมายจากทางโรงเรียนพญาลอวิทยาคม  ดำเนินการจัดการเรียนการสอนหมวดวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน   ดังนี้


ภาคเรียน/ปีการศึกษา
วิชาที่สอน
ชั้น
จำนวนคาบ

2/2553






เทคโนโลยีสารสนเทศ
งานกราฟฟิคและการนำเสนอข้อมูล
คอมพิวเตอร์กับการแก้ปัญหา
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  แนะแนว
กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์
กิจกรรมชุมนุมนันทนาการ

มัธยมศึกษาปีที่ 1
มัธยมศึกษาปีที่ 2
มัธยมศึกษาปีที่ 3
มัธยมศึกษาปีที่ 4/2
มัธยมศึกษาปีที่ 6
มัธยมศึกษาปีที่ 1-6

6
6
6
1
1
1
                                               รวม                                                                                    21 คาบ


การปฏิบัติงานในหน้าที่พิเศษ
ภาคเรียนที่  2 /2553
1)   งานเทคโนโลยีสารสนเทศ 
2)   งานประชาสัมพันธ์
3)      อาจารย์ที่ปรึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4/2
4)      อาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรมชุมนุมนันทนาการ
5)      อาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่  6
6)      ครูเวรประจำวันจันทร์ ดูแลบริเวณอาคาร1 และบริเวณโดยรอบ